เว็บบอร์ด
 
วิชาการ

เซลล์ หน่วยของสิ่งมีชีวิต
ระบบอวัยวะและการลำเลียง
ระบบนิเวศ
ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต
สารพันธุกรรม
สารอาหาร
การรักษาสมดุลร่างกาย
พลังงาน
การสังเคราะห์แสง
การสืบพันธ์
การเจริญเติบโต
ระบบประสาท
ฮอร์โมน
การเคลื่อนไหว
พฤติกรรม

วิวัฒนาการ

schoolnet ชีวะ
สสวท.
biotec
วิชาการ ชีวะ
ม.เชียงใหม่ ชีวะ
dek-d ช่วยจำ ชีวะ
pre-entrance ชีวะ
ม.นเรศวร ชีวะ
ร.ร.สตรีราชินูทิศ

ราคาคอม
หนังสือ

ราคามือถือ
ดูดวง
เล่นเกมออนไลน์
ดูหนัง
ฟังเพลง
หางาน
Hi5
ท่องเที่ยว
รถ
ดาวน์โหลด
ดูTVออนไลน์





หางาน ตำแหน่งงาน Jobs Online

บ้านไบโอ


ยินดีต้อนรับ สู้เว็บไซต์ Biogang.com ไบโอแก๊งค์ biology online เว็บแห่งการเรียนรู้ สิ่งมีชีวิตนานาพันธ์ หลากหลายความรู้ ข่าวสาร เรื่องฮ็อตฮิต และอื่นๆอีกมากมาย
การเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต

 การเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต
           การเจริญเติญโตของสิ่งมีชีวิต เป็นผลมาจากการทำงานของระบบต่างๆ ที่เป็นไปตามปกติถ้าหากระบบใดหรืออวัยวะใดที่ทำงานผิดปกติไป ก็จะมีผลกระทบกระเทือนไปถึงการทำงานของระบบอื่นๆ ได้ด้วย
           การเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม เช่น อุณหภูมิความชื้นและอื่นๆ สภาพแวดล้อมมีทั้งสภาพแวดล้อมภายนอก และสภาพแวดล้อมภายใน เช่น ฮอร์โมนบางชนิด อันได้แก่ ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง จากลูกอัณฑะ , รังไข่ เป็นต้น และยังขึ้นกับอิทธิพลของกรรมพันธุ์ด้วย การเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าพืชหรือสัตว์ก็ตามต่างก็มีแบบแผนของการเจริญเติบโต อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ธรรมชาติที่คล้ายคลึงกัน ดังนั้นในการกล่าวถึงการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตโดยทั่วๆไป จึงมักจะกล่าวถึงสัตว์เป็นส่วนใหญ่ซึ่งการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตนั้น มีการเจริญเติบโตที่เริ่มมาจากเซลล์เพียงเซลล์เดียว แล้วแบ่งตัวและให้กำเนิดอวัยวะต่างๆ และเป็นการเจริญเติบโตที่มีการเปลี่ยนแปลงตามลำดับขั้นเป็นแบบแผนตายตัวสำหรับพืชหรือสัตว์แต่ละชนิด
           การเติบโต (GROWTH)
           การเติบโตเป็นการเพิ่มปริมาณของโพรโทพลาซึม ซึ่งทำให้เกิดการแบ่งเซลล์ อันเป็นการเพิ่มจำนวนของเซลล์ในร่างกายพร้อมกันนั้นก็เพิ่มขนาดของเซลล์อีกด้วย
           การเจริญเติบโต (DEVELOPMENT)
           การเจริญเติบโตเป็นการเจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลงต่างๆทั้งในรูปร่างลักษณะ ทางสรีรวิทยา และทางชีวเคมี ดังนั้นจะเห็นได้ว่า DEVELOPMENT นี้กินความถึงคำว่า GROWTH อีกด้วย
           การเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต มี 2 แบบ คือ NORMAL DEVELOPMENT และ ABNORMAL DEVELOPMENT
           1.NORMAL DEVELOPMENT เป็นการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตที่เป็นไปตามปกติ มีเหตุการณ์สำคัญๆเกิดขึ้นหลายอย่างต่อกันตามลำดับคือ
           1.1 GROWTH เป็นการเพิ่มปริมาณ เพิ่มจำนวนเซลล์และเพิ่มขนาดของเซลล์
           1.2 DIFFERENTIATION เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง และหน้าที่ไปจากเดิม ขั้นแรกเกิด PHYSIOGENESIS ก่อน ซึ่ง PHYSIOGENESIS นี้เป็นการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีและสรีรวิทยา เกิดขึ้นภายในเซลล์ตลอดเวลา แต่เรามองไม่เห็นเสร็จแล้วจากนั้นก็เกิด MORPHOGENESIS ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นด้วยการเปลี่ยนแปลงรูปร่างลักษณะ โดยอาศัยการเคลื่อนที่ของเซลล์ การเปลี่ยนแปลงทางรูปร่างลักษณะของตัวอ่อนตั้งแต่ชั้น BLASTULA เป็น GASTRULA เป็นต้น
           1.3 MAINTAINANCE เป็นการรักษาสภาพเดิมให้คงอยู่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเจริญเติบโตไปจนชั่วชีวิต เช่น เมื่อคนเราอายุ 19-20 ปี GROWTH และ DIFFERENTIATION ถึงแม้จะหยุดไปแล้ว แต่คงยังมี MAINTAINANCE อยู่ ซึ่งหมายถึงว่าทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะสมดุลนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่า เซลล์และส่วนต่างๆของร่างกายจะอยู่นิ่งเฉยเท่านั้น ร่างกายยังคงมีการเจริญเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาและตลอดชีวิต แต่ทว่าได้ผลลัพธ์ออกมาคงที่
           2. ABNORMAL DEVELOPMENT การเจริญเติบโตที่ผิดปกติไปนั้นอาจเกิดขึ้นเสมอ และไม่จำเป็นต้องเจ็บป่วยแต่อย่างใด คือ
           2.1 เกิดจากหน่วยกรรมพันธุ์ (GENE) ที่ถ่ายทอดต่อๆกันมาจาก ปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ และแม่ เป็นต้น
           2.2 เกิดจากตัวอ่อน เช่น ตัวอ่อนขณะมีการแบ่งเซลล์ จาก 1 เซลล์เป็น 2 เซลล์แล้วปรากฏว่าเซลล์ทั้ง 2 นั้นขาดจากกันโดยเด็ดขาด โดยที่ไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อเซลล์ก็จะทำให้เซลล์แต่ละเซลล์นั้นเจริญเติบโตไปเป็นตัวอ่อน 2 ตัว หรือกลายเป็นฝาแฝดไป
           2.3 เกิดในผู้ใหญ่ ขณะที่มีการเจริญเติบโตถึงขั้น MAINTAINANCE เช่นถ้ามีการกระตุ้นให้การแบ่งเซลล์ ซึ่งตามปกติในชั้นนี้ส่วนใหญ่ จะไม่มีการแบ่งเซลล์ของร่างกายเกิดขึ้นแล้ว ครั้นมีอะไรไปกระตุ้นให้มีการแบ่งเซลล์ก็จะทำให้มีการแบ่งเซลล์กันอย่างมากมายจนกลายเป็นเนื้องอกหรือมะเร็งไป

การสืบพันธุ์แบบไม่มีเพศ
           การสืบพันธุ์แบบนี้เป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตใหม่ จากส่วนใดส่วนหนึ่งของสิ่งมีชีวิต โดยไม่เกี่ยวข้องกับเซลล์สืบพันธุ์

          การสืบพันธุ์แบบไม่มีเพศ ได้แก่
           1.การแบ่งแยก (FISSION) เป็นการสืบพันธุ์แบบไม่มีเพศของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว เช่น โพรโทซัว แบคทีเรีย ยีสต์ และสาหร่าย ระหว่างที่มีการแบ่งแยกจะมีการแบ่งสารพันธุกรรมด้วย
ขบวนการนี้แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
           1.1 แบ่งแยกเป็นสอง (BINARY FISSION) จากหนึ่งเซลล์แบ่งได้เป็น 2 เซลล์ และ 4 เซลล์ต่อไปเรื่อยๆ
           1.2 การแบ่งแยกทวีคูณ (MULTIPLE FISSION) นิวเคลียส จะมีการแบ่งแบบ
ไมโตซีสหลายครั้งได้นิวเคลียสหลายอัน แล้วจึงแบ่งไซโตพลาซึมได้เป็นหลายเซลล์จะเกิดในพวกสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เช่น ในเชื้อมาเลเรียบางระยะและในอมีบาบางชนิดในระยะเป็นตัวหนอนของฟองน้ำและปลาดาวบางชนิด
           2. การแตกหน่อ (BUDDING) การสืบพันธุ์แบบนี้ หน่อเดิมจะมีการแบ่งเซลล์ได้หน่อใหม่ (BUD) เกิดขึ้นและยังติดอยู่กับหน่อเดิม มีรูปร่างเหมือนหน่อเดิม แต่มีขนาดเล็กกว่า การแตกหน่อพบได้ในพืชเซลล์เดียว เช่น ยีสต์ ในพืชหลายเซลล์ เช่น มาร์เเชนเทีย (MARCHANTIA) ซึ่งเป็นพืชชั้นต่ำพวกตะไคร่ชนิดหนึ่ง (หรือเรียกลิเวอร์เวิธ) และต้นตีนตุ๊กแก ต้นตายใบเป็น ส่วนในสัตว์หลายเซลล์ ได้แก่ไฮดรา
           3. การหัก (FRAGMENTATION) การสืบพันธุ์แบบนี้ชิ้นส่วนของพ่อแม่จะแยกออก แล้วเจริญเป็นสิ่งมีชีวิตใหม่ ได้แก่ ฟองน้ำ ดอกไม้ทะเล
           4. การสร้างใหม่ (REGENERATION) การสืบพันธุ์แบบสร้างใหม่คล้าย การหัก แต่ต่างกันตรงที่การสร้างใหม่เป็นการเจริญเพื่อซ่อมแซมส่วนที่ขาดหายไป เนื่องจากได้รับความเสียหายจากภายนอก วิธีนี้สิ่งมีชีวิตที่ถูกตัดออกเป็นชิ้นๆแต่ละชิ้นจะสามารถงอก เป็นสิ่งมีชีวิตใหม่ได้ เช่น ในชิ้นส่วนของพืชเกือบทุกชนิด ในไส้เดือนดิน ฟองน้ำไฮดรา และปลาดาว พลานาเรีย ซึ่งเป็นหนอนตัวแบนชนิดหนึ่ง เมื่อถูกตัดออกเป็นท่อนๆแต่ละท่อนจะเจริญเป็นตัวที่สมบูรณ์ได้
           5. การสร้างสปอร์ สปอร์จัดเป็นหน่วยสืบพันธุ์อย่างหนึ่ง ปกติสปอร์มักจะมีผนังหนา จึงทนทานต่อสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น ความแห้งแล้ง นอกจากนี้สปอร์ยังมีขนาดเล็ก เหมาะที่จะกระจายไปในอากาศ เมื่อสิ่งแวดล้อมเหมาะสมจะปล่อยสปอร์เป็นจำนวนมาก ในพวกเห็ดราบางชนิด สปอร์เกี่ยวข้องกับการสืบพันธุ์แบบไม่มีเพศ และแบบมีเพศในพืชพวกเมทาไฟตา มีการสร้างสปอร์ซึ่งเป็นช่วงหนึ่งของการสืบพันธุ์แบบสลับด้วย

การสืบพันธุ์แบบมีเพศ
           การสืบพันธุ์แบบมีเพศต้องอาศัยเซลล์สืบพันธุ์ ซึ่งต้องมีการปฏิสนธิ จึงจะเจริญเป็นสิ่งมีชีวิตใหม่ได้ ต่างกับสปอร์ที่งอกได้เลยโดยไม่ต้องมีการปฏิสนธิ
           การสืบพันธุ์แบบมีเพศแบ่งได้ 3 แบบ ดังนี้
           1. เหมือนกันทั้งรูปร่างและขนาด คือไม่มีเพศผู้และเพศเมีย เช่นในสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว เมื่อมีการสืบพันธุ์แบบมีเพศเซลล์เหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นเซลล์สืบพันธุ์เลย เซลล์สืบพันธุ์แบบนี้เรียกว่า ไอโซกามีต (ISOGAMETE) การปฏิสนธิของไอโซกามีตเรียก ไอโซกามี (ISOGAMY)
           2. รูปร่างเหมือนกันแต่ขนาดต่างกัน เซลล์สืบพันธุ์แบบนี้เรียก เอนิโซกามีต (ANISOGAMETE) การปฏิสนธิของ เอนิโซกามีต เรียก เอนิโซกามี (ANISOGAMY)
           3. ต่างกันทั้งรูปร่างละขนาด เซลล์สืบพันธุ์แบบนี้ เรียก โอโอกามี (OOGAMY)
การสืบพันธุ์แบบมีเพศทั้ง 3 แบบ พบในสิ่งมีชีวิตต่างกัน แบบที่1 และแบบที่ 2 พบได้ในพวกโพรทิสต์ ส่วนแบบที่ 3 พบทั้งในพืชพวกเมทาไพตา และสัตว์พวกเมทาซัว
           สัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง อาจพบไข่ที่ไม่มีการปฏิสนธิ แต่เจริญเป็นตัวอ่อนได้ เรียกการเจริญนี้ว่า พาร์ทีโนเจเนซีส (PARTHENOGENESIS) ซึ่งพบในแมลงจำนวนมากรวมทั้งเพลี้ย ผึ้ง ตลอดฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน เพลี้ยตัวเมียบางชนิดจะวางไข่ที่มีจำนวนโครโมโซมเป็นแฮพลอยด์ และไม่ถูกผสม ซึ่งจะเจริญเป็นตัวเมียอีก ส่วนไข่ที่ออกในฤดูใบไม้ร่วงจะฟักเป็นตัวผู้ ซึ่งจะเจริญเป็นตัวโตเต็มวัย แล้วผสมตัวเมีย ซึ่งจะออกไข่ที่มีจำนวนโครโมโซม 2 ชุด และจะมีชีวิตรอดตลอดฤดูหนาว จึงเริ่มมีการสืบพันธุ์ ในฤดูใบไม้ผลิ นอกจากนี้เพลี้ยบางชนิดไม่พบตัวผู้เลยก็มี
           สำหรับผึ้ง นางพญาผึ้งจะผสมพันธุ์ครั้งเดียว และเก็บอสุจิไว้ใช้ตลอดชีวิต นางพญาผึ้งจะวางไข่ในรังผึ้ง ไข่บางฟองจะมีการปฏิสนธิ บางฟองไม่มีการปฏิสนธิ ไข่ที่ถูกปฏิสนธิจะเจริญเป็นตัวเมีย ซึ่งส่วนมากเป็นผึ้งงาน ส่วนไข่ที่ไม่ถูกผสมจะมีจำนวนโครโมโซม เป็นแฮพลอยด์ และจะเป็นตัวผู้เรียก โดรน (DRONE)
           พาร์ทีโนเจเนซีส เกี่ยวข้องกับ เซลล์เพียงเซลล์เดียว คือ ไข่ซึ่งเป็นการสืบพันธุ์แบบมีเพศ วิธีการทำพาร์ทีโนเจเนซีสเทียม เช่นโดยการใช้เข็มแทง หรือใช้กรดอ่อน หรือใช้ความร้อนน้อยๆ เช่นที่ใช้ทดลองกับหอยเม่น ปลาดาว กบ ไก่งวง เป็นต้น การทำเช่นนี้ จะกระตุ้นให้ไข่เจริญจนกระทั่งโตเต็มวัยได้

เซลล์สืบพันธุ์
           การสืบพันธุ์ เป็นลักษณะสำคัญของสิ่งมีชีวิต ในคนเมื่อชายหญิงเจริญเติบโตเข้าสู่ระยะที่สามารถสืบพันธุ์ได้ ฝ่ายชายก็จะสร้างเซลล์สืบพันธุ์ที่เรียกว่า อสุจิ ฝ่ายหญิงก็จะสร้างเซลล์สืบพันธุ์ที่เรียกว่า ไข่ ขบวนการสร้างเซลล์สืบพันธุ์เรียกว่า GAMETOGENESIS ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
           ขบวนการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ชาย (เพศผู้) ขบวนการสร้างเซลล์สืบพันธุ์หญิง(เพศเมีย)
           ขบวนการสร้างอสุจิ (SPERMATOGENESIS)
           อสุจิมีกำเนิดมาจากเซลล์ของ เนื้อเยื่อบุภายในท่ออสุจิ ภายในท่อเหล่านี้มีเซลล์ SPERMATOGONIA ที่อยู่ระหว่างการแบ่งเซลล์ตามขั้นต่าง ๆ ของ MITOSIS เซลล์ SPERMATOGONIA มีโครโมโซม 46 อัน โดยการแบ่งเซลล์ MITOSIS จึงทำให้เกิด SPERMATOGONIA มากมายถึงแม้ SPERMATOGONIA จะเกิดตั้งแต่ในระยะแรกของชีวิต และลดไปบ้างในระยะต่อมาแต่ก็สามารถให้กำเนิดตลอดชั่วชีวิตของผู้ชายต่อมา SPERMATOGONIA
บางเซลล์กลายเป็น PRIMARY SPERMATOCYTE เซลล์เหล่านี้จะมีขนาดโตขึ้น และจะแบ่งเซลล์ตามขบวนการของ MEIOSIS การแบ่งนี้มี 2 ครั้ง
           1.FIRST MEIOTIC DIVISION เป็นการแบ่งเซลล์ที่เกิดเซลล์ใหม่ 2 เซลล์ แต่ละเซลล์มีโครโมโซมลดลงครึ่งหนึ่งของเซลล์เดิม คือ 23 อัน (N) เซลล์ที่ได้จากการแบ่งเรียกว่า SECONDARY SPERMATOCYTE
           2. SECOND MEIOTIC DIVISION เป็นการแบ่งของ SECONDARY SPERMATOCYTE ไม่ลดจำนวนโครโมโซมแล้ว เกิดเซลล์ใหม่อีก 2 เซลล์ เรียกว่า SPERMATIDS
           ดังนั้น PRIMARY SPERMATOCYTE 1 เซลล์ จะเกิดเป็น SPERMATIDS 4 เซลล์ เมื่อ SPERMATID โตเต็มที่จะเข้าไปอยู่ใน CYTOPLASM ของ SERTOLI CELL ซึ่งติดกับผนังของท่ออสุจิเซลล์ SERTOLI เป็นเซลล์ที่ให้อาหารและเลี้ยง SPERMATIDS ต่อมา SPERMATID เปลี่ยนแปลงรูปร่างมีแส้ (FLAGELLUM) เคลื่อนไหวได้และเรียกว่า SPERMATOZOA
           SPERMATOZOA (อสุจิ) ที่เติบโตเต็มที่ประกอบด้วย
           1.หัว เป็นส่วนที่สำคัญในการสืบพันธุ์ ที่หัวมีนิวเคลียสอยู่ปลายสุดของหัว เรียกว่า อะโครโซม (ACROSOME) ทำหน้าที่ในการเจาะไข่
           2.ลำตัว มีแหล่งที่สร้างพลังงานที่ใช้ในการเคลื่อนที่อยู่
           3.หาง ทำหน้าที่ในการเคลื่อนที่

          ขบวนการสร้างไข่ เรียกว่า OOGENESIS
           รังไข่เริ่มปรากฏตัวแต่ในระยะตัวอ่อน(EMBRYO) ในระยะแรกเซลล์สืบพันธุ์ในรังไข่ แบ่งเซลล์แบบ MITOSIS เช่นเดียวกับเซลล์ของร่างกาย เมื่อใกล้ระยะเป็นสาว เซลล์สืบพันธุ์จึงแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว เซลล์เหล่านี้เรียกว่า OOGONIA
           OOGONIA ต่อมากลายเป็น PRIMARY OOCYTE เซลล์เหล่านี้มีขนาดใหญ่เพราะบรรจุอาหาร (YOLK) ไว้มาก PRIMARY OOCYTE แบ่งเซลล์แบบ MEIOSIS แบ่งได้ 2 ตอน
           1.FIRST MEIOTIC DIVISION เกิดเป็นเซลล์ใหม่ 2 เซลล์ แต่ขนาดต่างกันมาก เซลล์ใหญ่เรียกว่า SECONDARY OOCYTE ส่วนอีกเซลล์หนึ่งเล็กเรียกว่า FIRST POLAR BODY การที่เซลล์ทั้งสองมีขนาดต่างกันเพราะ CYTOPLASM เกือบทั้งหมดยังคงอยู่กับนิวเคลียสของ SECONDARY OOCYTE จำนวนโครโมโซมของเซลล์ใหม่ลดลงครึ่งหนึ่ง
           2.SECOND MEIOTIC DIVISION เกิดจาก SECONDARY OOCYTE แบ่งเซลล์อันหนึ่งกลายเป็น OOTID ซึ่งเป็นเซลล์ใหญ่ ส่วนอีกเซลล์หนึ่งเป็นเซลล์เล็กเรียกว่า SECOND POLAR BODY การแบ่งครั้งนี้ ไม่ลดจำนวนโครโมโซมอีก ดังนั้นการแบ่งของ OOGONIA 1 เซลล์ จึงกลายเป็น OOTID เพียง 1 เซลล์เท่านั้น และจำนวนโครโมโซมเป็นครึ่งหนึ่งของเซลล์เดิม โดยการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของนิวเคลียส เพียงเล็กน้อยกลายเป็น EGG หรือ OVUM

ชนิดของไข่
           ไข่ของสัตว์ต่างๆ จำแนกได้เป็น 4 ชนิด ตามปริมาณและการกระจายของไข่แดง
           1. ISOLECITHAL EGG เป็นพวกที่มีไข่แดงน้อย และกระจายทั่วไปภายในเซลล์ ตัวอย่าง เช่น ไข่หอยเม่น ไข่ปลาดาว และไข่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
           2. MESOLECITHAL EGG เป็นพวกที่มีไข่แดงปานกลาง และไข่แดงมักจะอยู่หนาแน่นที่ขั้วใดขั้วหนึ่งของเซลล์ ตัวอย่างเช่น ไข่กบ
           3. TELOLECITHAL EGG เป็นพวกที่มีไข่แดงมาก และไข่แดงอยู่หนาแน่น ตัวอย่างเช่น ไข่นก ไข่ไก่ไข่ปลา และไข่ของสัตว์เลี้อยคลาน
           4.CENTROLLECITHAL EGG เป็นพวกที่มีไข่แดงอยู่ตรงกลาง ตัวอย่าง เช่น ไข่แมลง

อิทธิพลของไข่แดง
           1. ขัดขวางการแบ่งเซลล์ของไข่ จากการศึกษาพบว่า บริเวณที่มีไข่แดงน้อย จะมีการแบ่งเซลล์และมีการเคลื่อนที่ของเซลล์มากกว่าบริเวณที่มีไข่แดงมาก
           2. ไข่แดงเป็นอาหารของตัวอ่อน
           ในคนปกติไข่จะตกหลังจากมีประจำเดือนวันแรก 14 วันหรือ 2 สัปดาห์เมื่อมีการร่วมเพศฝ่ายชายจะหลั่งน้ำอสุจิ ซึ่งประกอบด้วยอสุจิเป็นจำนวนล้านๆตัวเข้าไปในช่องคลอดของฝ่ายหญิงอสุจิจะแหวกว่ายจากช่องคลอดเข้าไปยังมดลูกและปีกมดลูกด้วยความเร็ว 1.5 - 3 มิลลิเมตรต่อนาทีถ้าตรงกับช่วงไข่ตกพอดีไข่และอสุจิจะผสมกันที่บริเวณปีกมดลูกเกิดการปฎิสนธิขึ้น
           ในสัตว์บางชนิดเมื่ออสุจิเข้าไปถึงไข่พร้อมๆกันอสุจิทุกตัวจะพยายามเจาะไข่การที่อสุจิเจาะไข่ได้มากกว่า 1 ตัวเรียกลักษณะเช่นนี้ว่า POLYSPERMAE เพราะฉะนั้นไข่จะมีการป้องกันไม่ให้อสุจิเข้าไปในไข่มากกว่า 1 ตัวโดยการสร้างสารบางอย่างขึ้นมาล้อมรอบไข่หลังจากที่อสุจิตัวแรกเจาะเข้าไข่แล้ว ไข่จะมีการเปลี่ยนแปลงทางเคมีและจะไม่ยอมให้อสุจิตัวอื่นผ่านเข้าไปได้อีกในคนปฎิกิริยาเช่นนี้เรียกว่า ZONAREACTION

การพัฒนาของไข่เมื่อได้รับการผสมแล้ว
           ไข่เมื่อได้รับการผสมแล้วจะกลายเป็นไซโกต (ZYGOTE) แล้วมีการแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซีส ไซโกตจะมีการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องกัน 4 ระยะ คือ
           1. CLEAVAGE เริ่มจากไซโกตแบ่งตัวจาก 1 – 2 – 4 - 8 ... จนกระทั้งเซลล์มาเกาะกันเป็นก้อนกลมๆเรียกก้อนกลมๆนี้ว่า โมรูลา (MORULA)
           2. BLASTULA เป็นตัวอ่อนในระยะที่มีการเคลื่อนที่ของเซลล์เพื่อให้ได้ช่องว่างในตัวอ่อนเรียกช่องว่างนี้ว่า BLASTOCOEL และเรียกเซลล์ที่ล้อมช่องว่างว่า BLASTODERM ลักษณะของตัวอ่อนตอนนี้คล้ายผลน้อยหน่า
           3. GASTRULA เป็นตัวอ่อนที่ต่อจากระยะ BLASTULA คือ เซลล์แบ่งตัวแล้วเคลื่อนที่เข้าข้างในเห็นตัวอ่อนเป็นรูปถ้วย ซึ่งดูคล้ายมีผนัง 2 ชั้น คือ ชั้นนอกและชั้นในและในตอนนี้จะเห็นมีช่องว่าง 2 ช่อง คือ BLASTOCOEL และ ARCHENTERON ซึ่งช่อง ARCHENTERON ต่อไปจะเจริญไปเป็นทางเดินอาหาร ต่อมาจะเกิดเนื้อเยื่อแทรกระหว่างเนื้อเยื่อชั้นนอกและเนื้อเยื่อชั้นใน เนื้อเยื่อที่เกิดขึ้นใหม่นี้คือเนื้อเยื่อชั้นกลางในตอนท้ายระยะ GASTRULA จะมีการสร้างระบบประสาทขึ้น
           4. DIFFERENTIATION คือขบวนการที่เนื้อเยื่อ 3 ชั้น คือ ชั้นนอก ชั้นกลาง ชั้นใน เปลี่ยนแปลงไปเป็นโครงสร้างต่างๆของร่างกาย
           การเจริญเติบโตของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ในระยะ CLEAVAGE นั้นคล้ายกับสัตว์อื่นๆ แต่ในระยะ BLASTULA ไข่ที่เป็น ISOLECITHAL คือพวกที่มีไข่แดงน้อยและกระจายอยู่ทั่วไปภายในเซลล์จะมีช่องที่เรียกว่า BLASTOCYST CAVITY ส่วนกลุ่มเซลล์ที่เห็นเรียงตัวกันอยู่รอบนอก เรียกว่า TROPHOBLAST และยังมีกลุ่มเซลล์อีกกลุ่มหนึ่งอยู่ทางด้านใน เรียกกลุ่มเซลล์นี้ว่า INNER CELL MASS
           ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เมื่อตัวอ่อนเริ่มอยู่ในระยะ GASTRULA INNER CELL MASS จะแบ่งตัวทางด้านล่างแล้วแยกตัวออกเป็นแผ่น ตอนนี้จะเห็นมีแผ่นแยกกัน 2 แผ่น เรียกแผ่นที่อยู่ข้างบนว่า EPIBLAST และแผ่นที่อยู่ข้างล่างเรียกว่า HYPOBLAST ต่อมา EPIBLAST จะแยกตัวออกจากกันจะเห็นมีช่องอยู่ตรงกลาง เรียกช่องนี้ว่า AMNION CAVITY ระยะนี้ตัวอ่อนจะเริ่มฝังตัวในมดลูก ในคนก็ประมาณวันที่ 7-8 หลังจากการปฎิสนธิโดยที่ TROPHOBLAST จะแผ่ออกคล้ายนิ้วมือ แล้วฝังตัวเกาะกับมดลูก ต่อมา TROPHOBLAST จะกลายไปเป็นรก ส่วน HYPOBLAST ซึ่งอยู่ทางด้านล่าง จะแยกตัวออกเห็นเป็นช่องว่างตรงกลาง เรียกช่องนี้ว่า YOLK SAC เพราะฉะนั้นบริเวณที่เป็น EPIBLAST และ HYPOBLAST ตรงกลางจะกลายเป็นตัวอ่อนต่อไป ประมาณวันที่ 17 จะมีตุ่มเกิดขึ้นบนแผ่นตัวอ่อน ซึ่งจะกลายเป็นเนื้อเยื่อต่างๆ เนื้อเยื่อของตัวอ่อนมี 3 ชนิดคือ
           เนื้อเยื่อชั้นนอก จะเจริญเปลี่ยนแปลงกลายเป็นสมอง ตาหู ไขสันหลัง ผิวหนังและอื่นๆ
           เนื้อเยื่อชั้นกลาง จะเจริญเปลี่ยนแปลงกลายเป็น กล้ามเนื้อ หัวใจ กระดูก และอื่นๆ
           เนื้อเยื่อชั้นใน จะเจริญเปลี่ยนแปลงกลายเป็น อวัยวะภายในต่างๆ เช่น กระเพาะอาหาร ลำไส้ ตับ เป็นต้น
           ประมาณวันที่ 18 – 19 ตัวอ่อนจะยาว 1-1.5 ม.ม และรูปร่างจะเปลี่ยนแปลงเกิดสันนูนตามความยาวของลำตัว ตรงกลางเห็นเป็นร่อง ซึ่งต่อไปร่องนี้จะเจริญเป็นระบบประสาท ปลายสัปดาห์ที่3 ตัวอ่อนจะยาว 2 ม.ม ส่วนหัวเจริญมากขึ้นเห็นส่วนของสมอง ปลายสัปดาห์ที่ 4 จะเห็นส่วนที่จะกลายเป็น ตับ และหัวใจ สัปดาห์ที่ 5 เริ่มเห็นมีตุ่มแขนและขางอกออกมา ส่วนแขนเจริญเร็วกว่าส่วนขาปลายสัปดาห์ที่ 6 ส่วนแขนเจริญมากขึ้น มีการสร้างปากและใบหู ปลายสัปดาห์ที่ 8 ทารกในครรภ์เริ่มมีอวัยวะเพศ เดือนที่ 3 เห็นอวัยวะเพศพอที่จะบอกเพศได้ทารกจะมีน้ำหนักประมาณ 50 กรัม เดือนที่ 4 เริ่มมีขนอ่อนปกคลุมร่างกายทารก ระหว่างเดือนที่ 5 – 8 ทารกจะมีขนมากขึ้นและมีไขมันเกาะอยู่ตามตัว เดือนที่ 9 ขนตามตัวทารกร่วงไป คงเหลือเฉพาะที่ศีรษะ สีของผิวหนังซีดลงเล็บยาวถึงปลายนิ้วทารกเตรียมตัวพร้อมที่จ

อิทธิพลต่อการเจริญเติบโตของพืชและสัตว์ ดังนี้
           1.ความสามารถในการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
           2.สิ่งแวดล้อม

          ความสามารถในการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
           สามารถแสดงออกได้ในสภาพแวดล้อมที่ยอมให้สิ่งมีชีวิตอยู่รอดได้ เช่น พืชที่มีช่วงกลางวันสั้น อาจมีความสามารถการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม เพื่อสร้างดอกที่มีรูปร่างและสีสันต่างกัน ความสามารถนี้จะแสดงออกไม่ได้ ถ้าเก็บพืชไว้ในที่มีกลางวันยาว พืชมีความสามารถในการสังเคราะห์คลอโรฟิลล์ได้ จะสังเคราะห์แสงไม่ได้ถ้าเก็บไว้ในที่มืด อย่างไรก็ตามถ้าพืชขาดความสามารถในการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม เช่น เห็ด รา จะไม่สามารถสังเคราะห์คลอโรฟิลล์ได้ ไม่ว่า
สิ่งแวดล้อมจะเป็นอย่างไรก็ตาม
           ความสามารถของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมขึ้นอยู่กับรหัสพันธุกรรม ซึ่งได้แก่ ดีเอ็นเอ หรือจีน

          สิ่งแวดล้อม
           ขบวนการเมเเทบอลิซึม จะเกิดได้ต่อเมื่อมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมเท่านั้น เช่นขบวนการสังเคราะห์แสงจะเกิดได้ จะต้องมีองค์ประกอบดังนี้คือ แสงคาร์บอนไดออกไซด์ คลอโรฟิลล์ เกลือแร่ น้ำ เป็นต้น
การสังเคราะห์แสงและการหายใจ มีผลต่อการเจริญเติบโต อย่างไรก็ตาม สิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโต มีทั้งสิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ และทางกายภาพ
           1. ปัจจัยทางชีวภาพ ปฏิกิริยาการอยู่ร่วมกันระหว่างสิ่งมีชีวิตสองชนิดมีผลต่อการดำรงชีวิต ทำให้มีผลต่อการเจริญเติบโต เช่น ปรสิต ไม่ทำให้ผู้ถูกอาศัยตาย ก็มักหยุดยั้งการเจริญเติบโตผู้ถูกอาศัย เช่นแมลงและรา ทำให้เกิดปมในพืชก็จะทำให้รูปร่างลักษณะของผู้ถูกอาศัยเปลี่ยนแปลงไป รวมทั้ง ยาและสารเคมีต่าง ๆ
           2. ปัจจัยทางกายภาพ ที่สำคัญได้แก่พลังงานต่าง ๆ และสารเคมี

          2.1 ปัจจัยเกี่ยวกับพลังงานต่าง ๆ พลังงานได้แก่ ความร้อน ที่มีผลต่ออุณหภูมิ แสง การส่งรังสีของแม่เหล็กไฟฟ้า แรงดึงดูดของโลก เสียง ไฟฟ้า แม่เหล็ก และพลังงานจลน์
           อุณหภูมิมีอิทธิพลต่ออัตราการเจริญของพืช ทำให้กระบวนการมแทบอลิซึม
เปลี่ยนแปลงไป โดยทั่วไปอัตราของเมแทบอลิซึมจะเพิ่มขึ้นเมื่ออุณหภูมิขึ้น เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นมากกว่า 40 องศาเซลเซียส เอนไซม์จะไม่ทำงาน และที่ 60 องศาเซลเซียส เอนไซม์ส่วนมากจะถูกทำลาย อาจทำให้สิ่งมีชีวิตถึงตาย จะมีแต่สปอร์และเมล็ดแห้ง ๆเท่านั้นที่มักอยู่รอดได้ชั่วระยะเวลาหนึ่งที่อุณหภูมิสูง ๆ รวมทั้งแบคทีเรียที่ทนความร้อนได้ และสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน
           จะเห็นว่าอุณหภูมิพอเหมาะ สำหรับการเจริญเติบโตของพืชขึ้นกับชนิดของพืช พืชในเขตอบอุ่นจะมีอุณหภูมิพอเหมาะสูงกว่าพืชในเขตอาร์คติก ส่วนพืชในเขตร้อนที่มีอุณหภูมิพอเหมาะสูงที่สุด ในเขตอาร์คติกพืชที่มีอุณหภูมิพอเหมาะราว 10 องศาเซลเซียส แต่ก็อาจเจริญเติบโตได้ เมื่ออุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งเล็กน้อย ส่วนพืชในเขตอบอุ่นปกติที่อุณหภูมิต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส จะเจริญเติบโตไม่ได้ที่อุณหภูมิพอเหมาะระหว่าง 25-35 องศาเซลเซียส ส่วนพืชในเขตร้อนโดยทั่วไปมีอุณหภูมิค่าต่ำประมาณ 10 องศาเซลเซียส ส่วนอุณหภูมิพอเหมาะประมาณ 30-35 องศาเซลเซียส
           ฟริตส์ เวนต์ และผู้ร่วมงานได้แสดงให้เห็นว่า พืชที่มีอุณหภูมิพอเหมาะสำหรับการเจริญเติบโตแตกต่างกัน
           ดังนั้นอุณหภูมิเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่จะกำหนดบริเวณที่พืชจะเจริญเติบโตได้ตามที่ทราบแล้วพืชบางชนิดสามารถงอกได้ที่อุณหภูมิต่ำที่สุดของโลก ขณะที่บางพวกแม้แต่แสงในตู้เย็นก็ทำให้พืชตายได้
           สำหรับสเปกตรัม (SPECTRUM) ของการแผ่รังสีของแม่เหล็กไฟฟ้า มีตั้งแต่รังสีคอสมิก ไปจนถึงคลื่นวิทยุ แสงซึ่งเป็นช่องของสเปกตรัมที่เห็นได้ เป็นแถบแคบ ๆ แต่มีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตของพืชในธรรมชาติ มากกว่าช่วงอื่น ๆ ของสเปกตรัม
           สำหรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มีอิทธิพลต่อสิ่งมีชีวิต เมื่อถูกดูดกลืนโดยสารที่เป็นส่วนประกอบของสิ่งมีชีวิต อาจยอมให้แสงผ่านหรือสะท้อนแสงได้
           พืชที่ถูกดูดกลืนรังสีอินฟาเรด โดยการเพิ่มอุณหภูมิ พืชยังดูดกลืนคลื่นวิทยุ ซึ่งเป็นคลื่นยาวไม่ได้ แต่คลื่นสั้นที่มีความเข้มสูงมีผลต่อพืชและสัตว์
รังสีที่มีช่วงคลื่นสั้นกว่าแสง ได้แก่ รังสีเหนือม่วง รังสีเอกซ์ รังสีแกมมา รังสีคอสมิก รวมทั้งอนุภาคของธาตุกัมมันตรังสี ทำให้สิ่งมีชีวิตเปลี่ยนแปลงได้ โดยการแตกตัวเป็นไอออนของสาร ซึ่งมีผล 2 ประการ ได้แก่ เกิดการผ่าเหล่าและมีผลต่อรูปร่างลักษณะของสิ่งมีชีวิตโดยตรง รังสีเหนือม่วงโดยเฉพาะพวกคลื่นสั้นอาจทำให้จุลินทรีย์ตาย แต่พืชขนาดใหญ่มีผลน้อยมาก รังสีเหนือม่วงถูกดูดกลืนไปกับบรรยากาศของโลก
           การสังเคราะห์แสงเกี่ยวข้องกับรงควัตถุหลายอย่าง เช่น คลอโรฟิลด์ แคโรทีน
แซนโทฟิล ไฟโคไซยานิน (PHYCOCYANIN)และ ไฟโคอิรายทิน (PHYCOERYTHRIN) นอกจากนี้การสังเคราะห์แสงมีบทบทสำคัญในการเจริญเติบโตของพืชสีเขียว โดยการจัดหาอาหารที่จำเป็นสำหรับการหายใจและสะสม อัตราการสังเคราะห์แสงต่ำจะทำให้การเจริญเติบโตช้า จึงต้องมีการเพิ่มแสงเพื่อสังเคราะห์คลอโรฟิลล์ในพืชชั้นสูง
           รงควัตถุที่เป็นตัวรับแสงในโฟโตโทรปิซึม(PHOTOTROPISM) เนื่องจากแสงเป็นสาเหตุทำให้เกิดการเจริญเติบโตโค้งงอ เป็นสารสีเหลืองอาจเป็นไรโบฟลาวิน หรือแคโรทีน ในลำต้นมีการเจริญเติบโตโค้งงอเข้าหาแสง ส่วนใหญ่รากมีการเจริญเติบโตหนีแสง
           แรงดึงดูดของโลกมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช คือ รากเจริญเข้าหาแรงดึงดูดของโลก ส่วนลำต้นเจริญเติบโตหนีแรงดึงดูดของโลก
           คลื่นเสียงรวมทั้งดนตรี มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช การสั่นสะเทือนของอุลตราโซนิคซึ่งเป็นคลื่นที่มีความถี่สูงกว่าความถี่คลื่นเสียงที่คนได้ยิน คือสูงกว่า 20,000 เฮิร์ตซ์ คลื่นเสียงนี้อาจทำให้จุลินทรีย์ตายได้ ทั้งมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชด้วย และอาจทำให้พืชได้รับความเสียหายได้
           ในธรรมชาติไฟฟ้ามีอิทธิพลต่อพืช ไฟฟ้าสถิตมีอิทธิพลต่อความต่างศักย์ภายในเชลล์และอวัยวะ ความเข้มสูงของสนามแม่เหล็กมีอิทธิพลต่อจุลินทรีย์ด้วย
           สำหรับพลังงานจลน์มีอิทธิพลต่อพืช การไหลของอากาศและน้ำ มีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตของพืช การสังเคราะห์แสงการหมุนเวียนของอากาศ ที่สัมผัสที่ใบและลำต้นช่วยลดความเข้มของไอน้ำ และเพิ่มความเข้มของคาร์บอนไดออกไซด์

        2.2 ปัจจัยเกี่ยวกับสารเคมี ชีวิตจะประสบความสำเร็จได้ต้องปรับตัว ให้เหมาะสมต่อสิ่งแวดล้อม สิ่งมีชีวิตต้องมีการทำงานร่วมกันของระบบต่างๆ ด้วย ตัวควบคุมการทำงานนี้ได้แก่ ฮอร์โมนและสารที่เกี่ยวข้อง

          สารเคมีต่อการเจริญในสัตว์ ได้แก่ฮอร์โมน ฮอร์โมนจัดเป็นสิ่งแวดล้อมภายในของสิ่งมีชีวิตนั่นเอง ซึ่งมีความแตกต่างกันในสัตว์ชั้นสูงและชั้นต่ำ
           สัตว์ที่มีโครงร่างแข็งภายนอก (EXOSKELETON) ต้องมีการเจริญเติบโตเป็นช่วง ๆ โดยการลอกคราบ (MOLTING) และมีกระดองที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิมแทนที่ กระบวนการนี้เรียก เอคไดซีส (ECDYSIS) การเจริญเติบโตเกิดรวมกับการลอกคราบ โดยมีฮอร์โมน 2 ชนิด ได้แก่ ฮอร์โมนเอคไดโซน (ECDYSONE) และฮอร์โมนวัยรุ่น (JUVENILE HORMONE)
           ในวงชีวิตของแมลง พวกตัวอ่อนที่ฟักออกจากไข่จะเจริญจนกระทั่งเป็นตัวโตเต็มวัย (ADULT) เป็นขั้น ๆ แต่ละขั้นจะมีการลอกคราบ ระหว่างที่แมลงกำลังมีการเจริญเติบโตต่อไปได้ เป็นระยะที่โตไม่เต็มวัยเป็นช่วงของการใช้อาหาร และมีการสะสมอาหารไว้เพื่อการเจริญเติบโตต่อไป เมื่อถึงระยะโตเต็มวัยการเจริญเติบโตจะหยุด
           สำหรับในสัตว์ชั้นสูง ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตจะหยุดต่างจากในสัตว์ชั้นต่ำ โดยเฉพาะในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งจะรู้จักกันดีกว่าฮอร์โมนในสัตว์อื่น ๆ เป็นเพราะส่วนใหญ่เราสนใจหน้าที่ของฮอร์โมนของคนนั่นเอง พวกสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังอื่น ๆ เช่น นก และปลา มีระบบฮอร์โมนคล้าย ๆ กัน ปลามีโครงสร้างที่สร้างฮอร์โมนได้น้อยกว่านก หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
           ต่อมที่ผลิตฮอร์โมนที่ควบคุมการเจริญเติบโตในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ได้แก่ ต่อม ฮอร์โมนใต้สมอง และต่อมไทรอยด์
           ฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการเจริญและผลิตโดยต่อมใต้สมองส่วนหน้า ได้แก่ กลุ่มฮอร์โมน โกน่าโดโทรฟิน (GONADOTROPHIN) ประกอบด้วย ฮอร์โมนที่สำคัญ 2 ชนิด ได้แก่ ฮอร์โมนกระตุ้น ฟอลลิเคิล (FOLLICLE STIMULATING HORMONE) มีชื่อย่อว่า FSH และฮอร์โมนลูติไนซ์ (LUTEINIZING HORMONE) มีชื่อย่อว่า LH
           นอกจากนี้สารเคมียังมีบทบาท รีเจเนอเรชัน (REGENERATION) ซึ่งเป็นการสร้างเนื้อเยื่อและอวัยวะขึ้นมาแทน เนื้อเยื่อหรืออวัยวะเก่าที่หลุดหรือขาดออกไป ตัวอ่อนของสัตว์เกือบทุกชนิดมีความสามารถในการสร้างส่วนที่ขาดหายไป สัตว์บางอย่างเมื่อโตเต็มวัยแล้ว ยังมีสมบัตินี้อยู่ ปลาดาวและไฮดราเมื่อถูกสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ หลายชิ้น แต่ละชิ้นจะงอกส่วนที่หายไปเป็นเต็มตัวได้ นก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ไม่สามารถงอกอวัยวะใหม่ได้ ได้แต่รักษาบาดแผลได้เท่านั้น

          สารเคมีต่อการเจริญในพืช การเจริญเติบโตของพืชและการเปลี่ยนรูปเป็นโครงสร้างต่าง ๆ ถูกควบคุมโดยสารเคมี ที่เรียก ฮอร์โมนพืช ฮอร์โมนพืชต่างจากฮอร์โมนสัตว์หลายประการ กล่าวคือมีการสร้างโดยเซลล์ที่ไม่ได้รวมเป็นต่อม และเคลื่อนที่จากเซลล์หนึ่งไปยังเซลล์หนึ่ง มากกว่าจะเคลื่อนที่ไปทางเนื้อเยื่อลำเลียง นอกจากนี้ผลของฮอร์โมนพืชเกิดทั่วไปมากกว่าเกิดเฉพาะแห่ง เช่น ฮอร์โมนสัตว์ส่วนมากที่เจาะจงควบคุมการทำงานเฉพาะอย่าง
           ฮอร์โมนที่มีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโต และการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์ในพืชได้แก่ ออกซิน (AUXIN) จิบเบอเรลลิน (GIBBERELLIN) และไซโทไคนิน (CYTOKININ ) ฮอร์โมนเหล่านี้มีโครงสร้างทางเคมีพื้นฐานต่างกันอย่างเห็นได้ชัด แต่มีหน้าที่บางอย่างเหมือนกัน และทำงานร่วมกันก็มี
           นอกจากนี้ ยังมีสารเคมีที่พืชสร้างอีกหลายอย่าง ที่มีอิทธิพลเหนือสิ่งมีชีวิตอื่นรวมทั้งสารที่ดอกและผล สร้างขึ้นเพื่อดึงดูดแมลงไปจนถึงหน้าที่ที่เหมือนฮอร์โมนวัยรุ่นของแมลง เช่น ทานตะวันสามารถสร้างสารหยุดยั้งการเจริญเติบโตของพืชอื่นที่อยู่ใกล้ ๆ ทั้งนี้ เนื่องจาก ทั้งใบและรากของทานตะวัน มีสารที่ชลอการเจริญเติบโต ของพืชหลายชนิดได้นั่นเอง
           อย่างไรก็ดีการเจริญเติบโตของพืช ที่เป็นออโตโทรฟต้องการ สารอนินทรีย์ธรรมดาจากสิ่งแวดล้อมในปริมาณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ได้แก่ แก๊สในบรรยากาศหลายชนิด แร่ธาตุ และน้ำ แต่ที่จำเป็นจริง ๆ ได้แก่ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อใช้ในการสั่งเคราะห์แสง และแก๊สออกซิเจน เพื่อใช้ในการหายใจแบบใช้ออกซิเจน รวมทั้งแก๊สไนโตรเจนสำหรับพวกเห็ดราและพืชที่เป็นเฮเตอโรโทรฟ ก็เหมือนในสัตว์ คือต้องได้รับอาหารจากสิ่งแวดล้อมโดยตรง ซึ่งในบางกรณีอาจต้องได้รับวิตามินจากสิ่งแวดล้อมด้วย
           สารอื่นที่มีในสิ่งแวดล้อมอาจมีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตของพืช โดยทั่วไปเป็นในทางที่เป็นอันตราย พวกนี้ทำให้เกิดมลภาวะ (POLLUTION) ในบรรยายกาศ เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) คาร์บอนมอนออกไซด์ (CARBONMONOXIDE) CO และไฮโดรคาร์บอน (HYDOCARBON) หลายอย่างพอ ๆ กับธาตุที่เป็นพิษ เช่น ตะกั่ว หรือสารหนูหรือแม้แต่ธาตุจำเป็น เช่น ทองแดง และโบรอน ถ้ามีมากเกินไปจะกระทบกระเทือนการเจริญเติบโตของพืชได้ สารเคมีในการเกษตร เช่น ยาฆ่าวัชชพืช ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าราก็เช่นกัน ต่างก็มีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตต่อพืชทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ไม่เหมาะสม

แบบทดสอบความรู้ ตอนที่ 1

1. การสืบพันธุ์แบบไม่มีเพศแบ่งได้ กี่ประเภท อะไรบ้าง จงอธิบาย
2. การแบ่งแยกต่างจากการแตกหน่ออย่างไร อธิบายและยกตัวอย่างประกอบ
3. การสืบพันธุ์แบบมีเพศได้แก่อะไรบ้าง จงอธิบายและยกตัวอย่าง
4. 1 ไพรมารี สเปอร์มาโตไซด์ จะได้สเปอร์มาติดจำนวนเท่าใด
5. 1 ไพรมารี โอโอไซด์ จะได้โอโอติดจำนวนเท่าใด
6. เซอร์โทไล เซลล์ คืออะไร
7. พาร์ทีโนเจเนซีส คืออะไร
8. เอนิโซกามีต คืออะไร
9. โอโอการมีต คืออะไร
10. ไอโซกามีต คืออะไร
11. การเจริญเติบโตของ.สิ่งมีชีวิต มีกี่แบบ อะไรบ้าง
12. บอกความแตกต่างของการเติบโตกับการเจริญเติบโต
13. ชนิดของไข่แบ่งออกได้กี่ชนิด อะไรบ้าง จงยกตัวอย่างประกอบด้วย
14. จงอธิบายระยะต่างๆ ของไข่ที่ได้รับการผสมแล้วเป็นไซโกต ที่มีการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง 4 ระยะด้วยกัน
15. เนื้อเยื่อชั้นใน จะเจริญเปลี่ยนแปลงกลายเป็นอะไร ได้บ้าง
16. เนื้อเยื่อชั้นนอก จะเจริญเปลี่ยนแปลงกลายเป็นอะไร ได้บ้าง
17. เนื้อเยื่อชั้นกลาง จะเจริญเปลี่ยนแปลงกลายเป็นอะไร ได้บ้าง
18. ทารกในครรภ์จะเห็นอวัยวะเพศได้ เมื่ออายุ
19. ทารกในครรภ์จะเห็นส่วนที่กลายเป็นตับและหัวใจ เมื่ออายุได้
20. ทารกในครรภ์เริ่มมีขนอ่อนปกคลุมร่างกาย เมื่อมีอายุ

แบบทดสอบความรู้ ตอนที่ 2

1. การเจริญเติบโตของพืชขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง จงอธิบาย
2. จีน มีความสำคัญอย่างไรต่อเซลล์
3. ถ้าอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียสจะมีผลต่อเอนไซม์อย่างไร.
4. อุณภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช
5. พืชดูดกลืนคลื่นชนิดใดไม่ได้
6. ถ้าอัตราการสังเคราะห์แสงต่ำ จะมีผลอย่างไรต่อพืช
7. รงควัตถุที่เป็นตัวรับแสงในโฟโตโทรปิซึม เป็นสารสีอะไร
8. รากเจริญเติบโตอย่างไรต่อแสง.....ลำต้นเจริญเติบโตอย่างไรต่อแสง...
9. การลอกคราบคืออะไร
10. รีเจเนอเรชัน ( REGENERATION ) คืออะไร
11. จงบอกถึงฮอร์โมนที่มีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโต และการเปลี่ยนแปลงรุปร่างของเซลล์ในพืช
12. พืชต้องการแก๊ส.....ในการสังเคราะห์แสง พืชต้องการแก๊ส.....ในการหายใจ
13. ทองแดง โบรอน ถ้ามีมากเกินไปจะมีผลอย่างไรต่อพืช
14. ทานตะวันจะมีผลอย่างไร ต่อพืชชนิดอื่น ๆ ที่ปลูกอยู่ใกล้ๆ
15. ฮอร์โมนพืชต่างจากฮอร์โมนสัตว์อย่างไรจงอธิบาย

 

เรียบเรียง ศรายุทธ วุฒิเสน



HOME      ABOUT US      NEWS      PARTNERS      TEAMBIO      CONTACT US
Copyright 2006 Biogang Inc.biogang@gmail.com. All rights reserved. สถิติเว็บไซต์