เว็บบอร์ด
 
วิชาการ

เซลล์ หน่วยของสิ่งมีชีวิต
ระบบอวัยวะและการลำเลียง
ระบบนิเวศ
ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต
สารพันธุกรรม
สารอาหาร
การรักษาสมดุลร่างกาย
พลังงาน
การสังเคราะห์แสง
การสืบพันธ์
การเจริญเติบโต
ระบบประสาท
ฮอร์โมน
การเคลื่อนไหว
พฤติกรรม

วิวัฒนาการ

schoolnet ชีวะ
สสวท.
biotec
วิชาการ ชีวะ
ม.เชียงใหม่ ชีวะ
dek-d ช่วยจำ ชีวะ
pre-entrance ชีวะ
ม.นเรศวร ชีวะ
ร.ร.สตรีราชินูทิศ

ราคาคอม
หนังสือ

ราคามือถือ
ดูดวง
เล่นเกมออนไลน์
ดูหนัง
ฟังเพลง
หางาน
Hi5
ท่องเที่ยว
รถ
ดาวน์โหลด
ดูTVออนไลน์





หางาน ตำแหน่งงาน Jobs Online

บ้านไบโอ


ยินดีต้อนรับ สู้เว็บไซต์ Biogang.com ไบโอแก๊งค์ biology online เว็บแห่งการเรียนรู้ สิ่งมีชีวิตนานาพันธ์ หลากหลายความรู้ ข่าวสาร เรื่องฮ็อตฮิต และอื่นๆอีกมากมาย
เนื้อเยื่อพืช (PLANT TISSUE)

         เนื้อเยื่อ (TISSUE) คือ กลุ่มของเซลล์ที่มาทำงานร่วมกัน สำหรับพืชเป็นเนื้อเยื่อที่มีอยู่ในต้นไม้ชั้นสูง ๆ ไป โดยเฉพาะพวกพืชดอก (FLOWERING PLANT)
           การจำแนกเนื้อเยื่อพืชออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ ตามลักษณะที่เซลล์มีการแบ่งตัวหรือไม่ คือ
           1. เนื้อเยื่อเจริญ (MERISTEMATIC TISSUE OR MERISTEM) มีการแบ่งเซลล์
           2. เนื้อเยื่อถาวร (PERMANENT TISSUE) ไม่มีการแบ่งเซลล์

เนื้อเยื่อเจริญ
           เนื้อเยื่อเจริญแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะคือ
           1. เนื้อเยื่อเจริญ จำแนกออกได้เป็น 3 ชนิด ตามตำแหน่งที่อยู่ในร่างกายของพืช คือ APICAL MERISTEM LATERAL MERISTEM , และ INTERCALARY MERISTEM
           1.1 APICAL MERISTEM เป็นเนื้อเยื่อเจริญที่อยู่บริเวณปลายราก ปลายยอด ปลายกิ่ง และที่ตา (BUD) เพื่อทำหน้าที่ช่วยให้ส่วนต่าง ๆ ของพืชยึดยาวหรือสูงขึ้น
           1.2 LATERAL MERISTEM เป็นเนื้อเยื่อเจริญที่อยู่บริเวณด้านข้างของลำต้นหรือราก ซึ่งจะมีการแบ่งเซลล์ออกไปทางด้านข้าง เพื่อเพิ่มความอ้วนใหญ่ให้แก่ส่วนนั้น ๆ ได้แก่ VASCULAR CAMBIUM และ COKE CAMBIUM
           1.3 INTERCALARY MERISTEM เป็นเนื้อเยื่อเจริญที่อยู่บริเวณข้อของลำต้น (เมื่อยังอ่อนๆ อยู่) หรือบริเวณเหนือข้อ (โคนปล้อง) ของลำต้น (เมื่อโตแล้ว) ของพืชใบเลี้ยงเดี่ยวพวกหญ้า และข้าวเป็นส่วนใหญ่ มีหน้าที่ช่วยให้ปล้องเจริญยืดยาวออกไปเนื้อเยื่อเจริญชนิดนี้ ความจริงแล้วก็เป็น APICAL MERISTEM นั่นเอง แต่ยังคงมีลักษณะเป็นเนื้อเยื่อเจริญอยู่อีกนาน แม้ว่าส่วนเหนือขึ้นไปจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นเนื้อเยื่อถาวรแล้วก็ตาม

          2.เนื้อเยื่อเจริญ จำแนกได้ 3 ชนิด ตามการเกิดและการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อ คือ PROMERISTEM , PRIMARY MERISTEM และ SECONDARY MERISTEM
           2.1 PROMERISTEM เป็นเนื้อเยื่อเจริญที่เกิดขึ้นใหม่ ๆ ประกอบขึ้น ด้วยเซลล์ที่มีรูปร่างคล้ายคลึงกันมาก และขนาดเท่ากันหมด มีเซลล์วอลบางซึ่งประกอบด้วยร่อง (PIT) ที่เกิดขึ้นใหม่ ๆ ไซโตพลาซึมตื่นตัวดี ไม่มีแวคิวโอล มีนิวเคลียสใหญ่ และไม่มีช่องว่างระหว่างเซลล์ พบมากตามปลายสุดของราก กิ่ง ตา
           2.2 PRIMARY MERISTEM เป็นเนื้อเยื่อเจริญที่ประกอบขึ้นด้วยเซลล์ซึ่งได้จากการแบ่งตัว และเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปจาก Promeristem แต่ยังไม่สมบูรณ์ พบในบริเวณที่ต่ำจากยอดลงมา ในรากเป็นบริเวณที่เรียกว่า Zone of cell enlargement เนื้อเยื่อเจริญชนิดนี้ยังมีการแบ่งเซลล์ต่อไปอีกแล้วเซลล์ที่ได้ก็จะเจริญเปลี่ยนแปลงไปมีลักษณะต่าง ๆ กันกลายเป็นเนื้อเยื่อถาวรชนิด Primary permanent tissue การแบ่งตัวและเจริญเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้ส่วนต่าง ๆ ของพืชมี (Primary growth ) ยืดยาวออกสูงขึ้นเป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งขยายขนาดให้อ้วนขึ้นได้บ้าง รูปร่างของพืชที่เป็นรูปร่างขึ้นได้เนื่องจาก การแบ่งเซลล์ของ Primary meristem นี้เรียกว่า Primary body
           Primary meristem ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 3 บริเวณด้วยกันนับจากนอกสุดเข้าไปข้างใน
           2.2.1 Protoderm ได้จากการแบ่งตัวและเจริญเติบโตมาจาก Promeristem แล้วจะแบ่งตัว เจริญเติบโตเปลี่ยนแปลงต่อไป เป็นเนื้อเยื่อถาวรในบริเวณที่ เรียกว่า Epidermis ซึ่งอยู่ชั้นนอกสุดเซลล์เรียงตัวกันเพียงแถวเดียวเท่านั้น ทั้งนี้เพราะ Protoderm มีการแบ่งตัวเพียงด้านเดียวสำหรับ epidermis นี้มีหน้าที่ป้องกันเยื่อที่อยู่ถัดเข้าไปข้างใน
           2.2.2 Ground meristem ได้จากการแบ่งตัว และเจริญเติบโตมาจาก Promeristem แล้วจะแบ่งตัวเจริญเติบโตเปลี่ยนแปลงต่อไป เป็นเนื้อเยื่อถาวรในบริเวณที่เรียกว่า Cortex ซึ่งอยู่ถัดจาก epidermis เข้าไปข้างใน และยังจะไปเป็น Pith และ Pith ray (ในลำต้น) อีกด้วย
           Cortex ทำหน้าที่เป็นแหล่งสะสมอาหาร และขณะที่ยังอ่อนอยู่ก็ทำหน้าที่ เป็นแหล่งสร้างอาหารและป้องกันด้วย ส่วน Pith และ Pith ray ยังทำหน้าที่ลำเลียงน้ำเกลือแร่ และอาหารไปทางด้านข้างอีกด้วย
           2.2.3 Procambium เป็น Primary meristem ที่แบ่งตัว และเจริญมาจาก Promeristem แล้วจะแบ่งตัวเจริญเติบโต เปลี่ยนแปลงต่อไปเป็นเนื้อเยื่อถาวรในบริเวณชั้นในสุดที่เรียกว่า Vascular Tissue ทำหน้าที่เป็นท่อในการลำเลียงน้ำ เกลือแร่ และอาหารต่าง ๆ
           2.3 Secondary meristem เป็นเนื้อเยื่อเจริญ พบในราก และลำต้นของพืชใบเลี้ยงคู่ และพวกจิมโนสเปิร์ม (gymnosperm) เมื่อมันต้องการขยายขนาดให้อ้วนใหญ่ขึ้น โดยเนื้อเยื่อเจริญชนิดนี้ มีการแบ่งตัวเจริญเติบโตเปลี่ยนแปลงไปเป็นเนื้อเยื่อถาวรที่เรียกว่า Secondary permanent tissue
           Secondary meristem ประกอบด้วย 2 ชนิด คือ Cambium และ Cork Cambium
           2.3.1 Cambium ทำหน้าที่สร้างเนื้อเยื่อถาวรพวก Secondary vascular tissue
           2.3.2 Cork cambium ส่วนใหญ่เกิดจากการแบ่งตัวของ Parenchyma cell เกิดขึ้นใน Cortex ของลำต้นบริเวณใกล้ ๆ กับ Epidermis มีหน้าที่ในการสร้าง Cork ขึ้นหุ้มต้น

เนื้อเยื่อถาวร (Permanent tissue)
           เนื้อเยื่อถาวร คือ เนื้อเยื่อพืชซึ่งประกอบด้วยเซลล์ที่แบ่งตัวไม่ได้ และมีรูปร่างคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง กล่าวคือ จะคงรูปร่างลักษณะเดิมไว้ตลอดชีวิตของส่วนนั้น ๆ ของพืชเนื้อเยื่อชนิดนี้เจริญเติบโต และเปลี่ยนแปลงมาจากเนื้อเยื่อเจริญเพื่อทำหน้าที่ต่าง ๆ กันจนเซลล์นี้รูปร่างเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม มี Vacuole และ cell wall ก็เปลี่ยนแปลงไปสุดแท้แต่ว่า จะกลายไปเป็นเนื้อเยื่อถาวรชนิดไหน ซึ่งโดยมากมักมีสารประกอบต่าง ๆ ไปสะสมบน cell wall ให้หนาขึ้นเพื่อให้เกิดความแข็งแรง
           ชนิดของเนื้อเยื่อถาวร
           1. ชนิดของเนื้อเยื่อถาวรเมื่อจำแนกตามการเจริญเติบโต จำแนกออกได้เป็น 2 ชนิด คือ
           1.1 Primary permanent tissue เป็นเนื้อเยื่อถาวรที่เจริญเปลี่ยนแปลงมาจาก primary meristem ได้แก่ Epidermis, cortex และ Stele
           1.2 Secondary permanent tissue เป็นเนื้อเยื่อถาวรที่เจริญเปลี่ยนแปลงมาจาก secondary meristem ได้แก่ cork , Phelloderm Secondary xylem และ Seconary Phloem

           2. ชนิดของเนื้อเยื่อถาวร เมื่อจำแนกตามลักษณะของเซลล์ที่มาประกอบกันจำแนกได้เป็น 2 ชนิด คือ เนื้อเยื่อถาวรเชิงเดี่ยว (Simple permanent tissue) และเนื้อเยื่อถาวรเชิงซ้อน (Complex permanent tissue)
           2.1 เนื้อเยื่อถาวรเชิงเดี่ยว เป็นเนื้อเยื่อถาวรที่ประกอบด้วย เซลล์ชนิดเดียวกันล้วน ๆ จำแนกออกเป็นหลายชนิด คือ Epidermis Parenchyma Collenchyma Sclerenchyma Coke Secretory tissue
           2.2 เนื้อเยื่อถาวรเชิงซ้อน เป็นเนื้อเยื่อถาวรที่ประกอบขึ้นด้วย เซลล์หลายชนิดอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน เพื่อทำงานร่วมกัน ประกอบขึ้นด้วย 2 กลุ่มด้วยกันคือ Xylem และ Phloem ซึ่งจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ที่เรียกว่า Vascular bundle หรือ Vascular tissue นั่นเอง

           3. ชนิดของเนื้อเยื่อถาวรเมื่อจำแนกตามหน้าที่ จำแนกออกได้เป็น 4 ชนิด คือ
           3.1 Protective tissue เป็นเนื้อเยื่อซึ่งทำหน้าที่ป้องกัน และปกคลุมส่วนต่าง ๆ ของพืช ได้แก่ Epidermis และ Cork
           3.2 Fundamental tissue เป็นเนื้อเยื่อส่วนใหญ่ของพืชทำหน้าที่ สร้างและสะสมอาหารเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ Parenchyma Collenchyma และ Sclerenchyma
           3.3 Conductive tissue (Vascular tissue ) เป็นเนื้อเยื่อที่มีลักษณะเป็นท่อ ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำ เกลือแร่ และอาหาร ไปยังส่วนต่าง ๆ ของพืช ได้แก่ Xylem และ Phloem นั่นเอง
           3.4 Secretory tissue เป็นเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่สร้างสารต่าง ๆ เช่น น้ำยาง เป็นต้น

           Epidermis เป็น simple tissue ที่อยู่ผิวนอกสุดของส่วนต่าง ๆ ของพืช (ถ้าเปรียบกับตัวเรา ก็คือ หนังกำพร้านั่นเอง) เป็นเซลล์ที่มีชีวิต เมื่อโตเต็มที่แล้ว จะมี Vacuole ขนาดใหญ่ จนดัน protoplasm ส่วนอื่น ๆ ให้ร่นไปอยู่ที่ขอบเซลล์หมด
           หน้าที่ของ epidermis
           1. ช่วยป้องกันอันตรายให้แก่เนื้อเยื่อที่อยู่ข้างใน และช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงด้วย
           2. ช่วยป้องกันการระเหย (คาย) น้ำ (เพราะถ้าพืชเสียน้ำไปมากจะเหี่ยว) และช่วยป้องกันน้ำไม่ ให้ซึมเข้าไปข้างในด้วย (เพราะถ้าได้รับน้ำมากเกินไป จะเน่าได้ )
           3. ช่วยในการแลกเปลี่ยนแก๊สทั้งไอน้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ และออกซิเจน โดยทางปากใบ
           4. ช่วยดูดน้ำและเกลือแร่

          Parenchyma เป็น Simple tissue ที่ประกอบด้วย Parenchyma Cell ซึ่งเป็นเซลล์พื้นทั่ว ๆ ไป และพบมากที่สุดในพืชโดยเฉพาะส่วนที่อ่อนนุ่มและอมน้ำได้มาก เช่น ในชั้น Cortex และ Pith ของรากและลำต้น
           Parenchyma cell เป็นเซลล์ที่ยังมีชีวิตอยู่ มีรูปร่างหลายแบบ แต่ส่วนใหญ่ทรงกระบอกกลม หรือทรงกระบอกเหลี่ยมด้านเท่า อาจกลมรี มี cell wall บาง ๆ
           หน้าที่ Parenchyma
           1. ช่วยสังเคราะห์แสง
           2. สะสมอาหาร (พวกแป้ง โปรตีน และไขมัน ) น้ำ
           3. สร้างน้ำมันที่มีกลิ่นหอมหรืออื่น ๆ ตามแต่ชนิดของพืชนั้น ๆ
           4. บางส่วนช่วยทำหน้าที่หายใจ

          Collenchyma เป็น Simple tissue ที่ประกอบด้วย Collenchyma cell พบมากในบริเวณ Cortex ใต้ epidermis ลงมา ในก้านใบ เส้นกลางใบ เป็นเซลล์ที่ยังมีชีวิตอยู่ เซลล์อัดแน่น ขนาดของเซลล์ส่วนมากเล็ก หน้าตัดมักเป็นรูปสี่เหลี่ยมแต่ยาวมาตาม ความยาวของต้น และปลายทั้งสองเสี้ยมหรือตัดตรง
           หน้าที่ของ Collenchyma
           1. ช่วยทำให้ส่วนต่าง ๆ ของพืชเหนียวและแข็งแรงทรงตัวอยู่ได้
           2. ช่วยป้องกันแรงเสียดทานด้วย

          Sclerenchyma เป็น Simple tissue ที่ประกอบขึ้นด้วยเซลล์ซึ่งมีลักษณะทั่วๆ คือ เป็นเซลล์ที่ตายแล้ว (ตอนเกิดใหม่ ๆ ยังมีชีวิตอยู่แต่พอโตขึ้น Protoplasm ก็ตายไป ) เซลล์วอลหนามากประกอบขึ้นด้วยเซลล์ลูโลสและลิกนิก เนื้อเยื่อชนิดนี้แข็งแรงมากจัดเป็นโครงกระดูกของพืช
           Sclerenchyma จำแนกออกได้เป็น 2 ชนิดตามรูปร่างของเซลล์ คือ
           1. Fiber
           2. Stone cell

          1. Fiber เรามักเรียกว่าเส้นใย ประกอบด้วยเซลล์ที่ตายแล้ว มีลักษณะเรียวและยาวมากปลายทั้งสองเสี้ยม หรือค่อนข้างแหลม มีความเหนียวและยึดหยุ่นได้มากจะเห็นได้จากเชือกที่ทำจากลำต้นหรือใบของพืชต่าง ๆ
           หน้าที่ของ Fiber
           1. ช่วยให้ความแข็งแรงแก่พืช
           2. ช่วยพยุงลำต้นให้ตั้งตรงและแข็งแรง และให้ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของ คนมาก เช่น พวกเชือก เสื้อผ้า ฯลฯ ก็ได้มาจากไฟเบอร์ ของพืชเป็นส่วนใหญ่
           2. Stone cell ประกอบด้วยเซลล์ที่ตายแล้ว มีลักษณะคล้ายกับไฟเบอร์ แต่เซลล์ไม่ยาวเหมือนไฟเบอร์ เซลล์อาจจะสั้นกว่าและป้อม ๆ อาจกลมหรือเหลี่ยมหรือเป็นท่อนสั้น ๆ รูปร่างไม่แน่นอน พบอยู่มากตามส่วนแข็ง ๆ ของพืช โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามเปลือกของเมล็ดหรือผลไม้ เช่น กะลามะพร้าว เมล็ดพุทรา เมล็ดแตงโม หรือ ในเนื้อของผลไม้ที่เนื้อสาก ๆ เช่น เสี้ยนในเนื้อของลูกสาลี่ เนื้อน้อยหน่า ฝรั่ง
           หน้าที่ของ Stone cell
           ช่วยให้ความแข็งแรงแก่ส่วนต่าง ๆ ของพืช (เพราะเป็นเซลล์ที่แข็งมาก)

          Cork เป็นเนื้อเยื่อชั้นนอกสุด ของลำต้นและรากใหญ่ ๆ ที่แก่แล้ว ของไม้ยืนต้น
           เซลล์ของคอร์ก มีลักษณะคล้ายพาเรนไคมาเซลล์ แต่ผนังหนากว่ามีทั้ง ไพมารีและเซคันดารี วอลล์ และตามปกติจะไม่มีพิตเลย เนื้อเยื่อคอร์ก มีแต่เซลล์ที่ตายแล้ว
           ต้นไม้บางชนิดมีคอร์ก หุ้มหนามาก จนบางทีเราลอกเอามาทำจุกขวดหรือแผ่นไม้คอร์กนั่นเอง คอร์กยังพบที่โคนก้านใบขณะที่ใบกำลังจะร่วง และแผลเป็นตามลำต้น
           หน้าที่ของคอร์ก
           ช่วยป้องกันการระเหยของน้ำ ป้องกันความร้อน ความเย็น และอันตรายต่าง ๆ จากภายนอก

          Xylem
           Xylem เป็น complex tissue ซึ่งทำหน้าที่เป็นท่อลำเลียงน้ำอนินทรีย สารและวัตถุดิบเป็นสารละลาย รวมทั้งแร่ธาตุ ๆ จากรากขึ้นข้างบนไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของพืช การลำเลียงแบบนี้เรียกว่า Coonduction
           นอกจากนี้แล้ว ไซเลม ยังมีหน้าที่ช่วยค้ำจุนเสริมความแข็งแรงให้แก่ส่วนต่าง ๆ ของพืชอีกด้วย

          Tracheid
           Tracheid เป็นเซลล์เดี่ยว ๆ ยาว ๆ ซึ่งเมื่อเจริญเต็มที่แล้วจะตายไป และโพรโทพลาซึมจะสลายไป ทำให้ตรงกลางกลายเป็นช่องลูเมน ( lumen ) ใหญ่ เซลล์มีรูปร่างทรงกระบอกกลมหรือเหลี่ยมปลายทั้งสองค่อนข้างแหลม
           เทรคีด พบอยู่มากในพืชพวก เฟิร์น และสนภูเขา
           หน้าที่ของเทรคีต ทำหน้าที่เป็นท่อลำเลียงน้ำและเกลือแร่ ซึ่งจะลำเลียงไปทางข้าง ๆ และจะ ลำเลียงได้ดีเมื่อเซลล์ตายแล้ว นอกจากนี้เทรคีตยังช่วยค้ำจุนส่วนต่าง ๆ ของพืชอีกด้วย เพราะมีผนังที่แข็ง

          Vessel member
           เวสเซลล์ เมมเมอร์ เป็นเซลล์เดี่ยวๆ ซึ่งเมื่อเจริญเต็มที่แล้วจะตายไปและ โพรโทพลาซึมตรงกลางสลายไปกลายเป็น ช่องลูเมนใหญ่ เวสเซลล์ เมมเมอร์หลายๆ เซลล์เมื่อมาต่อกันเข้าเป็นท่อยาว และมีผนังกันห้องตามขวาง หรือ เอน วอลล์ (end wall) ขาดไป ก็จะกลายเป็นท่อกลางยาว
           หน้าที่ของเวสเซลล์ เมมเมอร์ เป็นท่อลำเลียงน้ำ และเกลือแร่เช่นเดียวกับ เทรคีด แต่ส่วนใหญ่ลำเลียงขึ้นไปตรง ๆ ไม่ได้ช่วยทำหน้าที่ในการค้ำจุน

          Xylem Parenchyma cell
           เป็นเซลล์ที่ยังมีชีวิตอยู่ เรียงตัวกันอยู่ในแนวตั้งตามความยาวของต้นไม้ มีลักษณะและรูปร่างคล้ายกับ พาเรนไคมา ทั่ว ๆ ไป
           หน้าที่ของ Xylem Parenchyma cell ทำหน้าที่สะสมอาหารพวกแป้ง น้ำมันอื่น ๆ และยังทำหน้าที่ลำเลียงน้ำ และเกลือแร่ได้ด้วย

          Xylem Fiber
           เป็น fiber เปลี่ยนแปลงมาจาก tracheid อีกทีหนึ่ง เพื่อทำหน้าที่ค้ำจุนช่วยเหลือ เวสเซลล์ เป็นเซลล์ที่มีรูปร่างยาว ๆ แต่ยังสั้นกว่าไฟเบอร์ธรรมดาทั่ว ๆ ไป มีปลายเสี้ยม

          Phloem
           เป็น คอมเพล็ก ทิชชู ซึ่งทำหน้าที่เป็นท่อลำเลียงอาหาร จำพวกอินทรียสาร ซึ่งพืชปรุงขึ้นหรือสังเคราะห์แสงได้จากใบและส่วนอื่น ๆ ที่มีคลอโรฟิลล์ ไปยังส่วนต่าง ๆ ของพืช การลำเลียงอาหารที่ปรุงขึ้นเองของโฟลเอ็มนี้เรียกว่า Translocation

          Sieve Tube Member
           เป็นเซลล์ที่ยังมีชีวิตอยู่ มีรูปร่างทรงกระบอกยาว ปลายทั้งสองเสี้ยม ประกอบขึ้นด้วยโพรโทพลาสซึม เมื่อเซลล์ได้รับอันตราย โพรโทพลาสซึมทั้งหมด จึงมักหดตัวอยู่ตรง
           กลางเซลล์ ซีฟทิว เมมเบอร์ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ ๆ หรือที่ยังอ่อนอยู่จะมีนิวเคลียสอยู่ด้วย แต่พอเจริญเต็มที่แล้ว นิวเคลียสก็สลายไป โดยที่เซลล์ยังมีชีวิตอยู่
           หน้าที่ของซีฟทิว เมมเบอร์ เป็นหลอดหรือท่อสำหรับลำเลียงอาหารโดยตรง ดังนั้นจึงนับว่าเป็นเซลล์ที่สำคัญที่สุดของโฟลเอม

          Sclerenchyma เป็น Simple tissue ที่ประกอบขึ้นด้วยเซลล์ซึ่งมีลักษณะทั่วๆ คือ เป็นเซลล์ที่ตายแล้ว (ตอนเกิดใหม่ ๆ ยังมีชีวิตอยู่แต่พอโตขึ้น Protoplasm ก็ตายไป ) เซลล์วอลหนามากประกอบขึ้นด้วยเซลล์ลูโลสและลิกนิก เนื้อเยื่อชนิดนี้แข็งแรงมากจัดเป็นโครงกระดูกของพืช
           Sclerenchyma จำแนกออกได้เป็น 2 ชนิดตามรูปร่างของเซลล์ คือ
           1. Fiber
           2. Stone cell

          1. Fiber เรามักเรียกว่าเส้นใย ประกอบด้วยเซลล์ที่ตายแล้ว มีลักษณะเรียวและยาวมากปลายทั้งสองเสี้ยม หรือค่อนข้างแหลม มีความเหนียวและยึดหยุ่นได้มากจะเห็นได้จากเชือกที่ทำจากลำต้นหรือใบของพืชต่าง ๆ
           หน้าที่ของ Fiber
           1. ช่วยให้ความแข็งแรงแก่พืช
           2. ช่วยพยุงลำต้นให้ตั้งตรงและแข็งแรง และให้ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของ คนมาก เช่น พวกเชือก เสื้อผ้า ฯลฯ ก็ได้มาจากไฟเบอร์ ของพืชเป็นส่วนใหญ่
           2. Stone cell ประกอบด้วยเซลล์ที่ตายแล้ว มีลักษณะคล้ายกับไฟเบอร์ แต่เซลล์ไม่ยาวเหมือนไฟเบอร์ เซลล์อาจจะสั้นกว่าและป้อม ๆ อาจกลมหรือเหลี่ยมหรือเป็นท่อนสั้น ๆ รูปร่างไม่แน่นอน พบอยู่มากตามส่วนแข็ง ๆ ของพืช โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามเปลือกของเมล็ดหรือผลไม้ เช่น กะลามะพร้าว เมล็ดพุทรา เมล็ดแตงโม หรือ ในเนื้อของผลไม้ที่เนื้อสาก ๆ เช่น เสี้ยนในเนื้อของลูกสาลี่ เนื้อน้อยหน่า ฝรั่ง
           หน้าที่ของ Stone cell
           ช่วยให้ความแข็งแรงแก่ส่วนต่าง ๆ ของพืช (เพราะเป็นเซลล์ที่แข็งมาก)

          Cork เป็นเนื้อเยื่อชั้นนอกสุด ของลำต้นและรากใหญ่ ๆ ที่แก่แล้ว ของไม้ยืนต้น
           เซลล์ของคอร์ก มีลักษณะคล้ายพาเรนไคมาเซลล์ แต่ผนังหนากว่ามีทั้ง ไพมารีและเซคันดารี วอลล์ และตามปกติจะไม่มีพิตเลย เนื้อเยื่อคอร์ก มีแต่เซลล์ที่ตายแล้ว
           ต้นไม้บางชนิดมีคอร์ก หุ้มหนามาก จนบางทีเราลอกเอามาทำจุกขวดหรือแผ่นไม้คอร์กนั่นเอง คอร์กยังพบที่โคนก้านใบขณะที่ใบกำลังจะร่วง และแผลเป็นตามลำต้น
           หน้าที่ของคอร์ก
           ช่วยป้องกันการระเหยของน้ำ ป้องกันความร้อน ความเย็น และอันตรายต่าง ๆ จากภายนอก

          Xylem
           Xylem เป็น complex tissue ซึ่งทำหน้าที่เป็นท่อลำเลียงน้ำอนินทรีย สารและวัตถุดิบเป็นสารละลาย รวมทั้งแร่ธาตุ ๆ จากรากขึ้นข้างบนไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของพืช การลำเลียงแบบนี้เรียกว่า Coonduction
           นอกจากนี้แล้ว ไซเลม ยังมีหน้าที่ช่วยค้ำจุนเสริมความแข็งแรงให้แก่ส่วนต่าง ๆ ของพืชอีกด้วย

          Tracheid
           Tracheid เป็นเซลล์เดี่ยว ๆ ยาว ๆ ซึ่งเมื่อเจริญเต็มที่แล้วจะตายไป และโพรโทพลาซึมจะสลายไป ทำให้ตรงกลางกลายเป็นช่องลูเมน ( lumen ) ใหญ่ เซลล์มีรูปร่างทรงกระบอกกลมหรือเหลี่ยมปลายทั้งสองค่อนข้างแหลม
           เทรคีด พบอยู่มากในพืชพวก เฟิร์น และสนภูเขา
           หน้าที่ของเทรคีต ทำหน้าที่เป็นท่อลำเลียงน้ำและเกลือแร่ ซึ่งจะลำเลียงไปทางข้าง ๆ และจะ ลำเลียงได้ดีเมื่อเซลล์ตายแล้ว นอกจากนี้เทรคีตยังช่วยค้ำจุนส่วนต่าง ๆ ของพืชอีกด้วย เพราะมีผนังที่แข็ง

          Vessel member
           เวสเซลล์ เมมเมอร์ เป็นเซลล์เดี่ยวๆ ซึ่งเมื่อเจริญเต็มที่แล้วจะตายไปและ โพรโทพลาซึมตรงกลางสลายไปกลายเป็น ช่องลูเมนใหญ่ เวสเซลล์ เมมเมอร์หลายๆ เซลล์เมื่อมาต่อกันเข้าเป็นท่อยาว และมีผนังกันห้องตามขวาง หรือ เอน วอลล์ (end wall) ขาดไป ก็จะกลายเป็นท่อกลางยาว
           หน้าที่ของเวสเซลล์ เมมเมอร์ เป็นท่อลำเลียงน้ำ และเกลือแร่เช่นเดียวกับ เทรคีด แต่ส่วนใหญ่ลำเลียงขึ้นไปตรง ๆ ไม่ได้ช่วยทำหน้าที่ในการค้ำจุน

          Xylem Parenchyma cell
           เป็นเซลล์ที่ยังมีชีวิตอยู่ เรียงตัวกันอยู่ในแนวตั้งตามความยาวของต้นไม้ มีลักษณะและรูปร่างคล้ายกับ พาเรนไคมา ทั่ว ๆ ไป
           หน้าที่ของ Xylem Parenchyma cell ทำหน้าที่สะสมอาหารพวกแป้ง น้ำมันอื่น ๆ และยังทำหน้าที่ลำเลียงน้ำ และเกลือแร่ได้ด้วย

          Xylem Fiber
           เป็น fiber เปลี่ยนแปลงมาจาก tracheid อีกทีหนึ่ง เพื่อทำหน้าที่ค้ำจุนช่วยเหลือ เวสเซลล์ เป็นเซลล์ที่มีรูปร่างยาว ๆ แต่ยังสั้นกว่าไฟเบอร์ธรรมดาทั่ว ๆ ไป มีปลายเสี้ยม

          Phloem
           เป็น คอมเพล็ก ทิชชู ซึ่งทำหน้าที่เป็นท่อลำเลียงอาหาร จำพวกอินทรียสาร ซึ่งพืชปรุงขึ้นหรือสังเคราะห์แสงได้จากใบและส่วนอื่น ๆ ที่มีคลอโรฟิลล์ ไปยังส่วนต่าง ๆ ของพืช การลำเลียงอาหารที่ปรุงขึ้นเองของโฟลเอ็มนี้เรียกว่า Translocation

          Sieve Tube Member
           เป็นเซลล์ที่ยังมีชีวิตอยู่ มีรูปร่างทรงกระบอกยาว ปลายทั้งสองเสี้ยม ประกอบขึ้นด้วยโพรโทพลาสซึม เมื่อเซลล์ได้รับอันตราย โพรโทพลาสซึมทั้งหมด จึงมักหดตัวอยู่ตรง
           กลางเซลล์ ซีฟทิว เมมเบอร์ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ ๆ หรือที่ยังอ่อนอยู่จะมีนิวเคลียสอยู่ด้วย แต่พอเจริญเต็มที่แล้ว นิวเคลียสก็สลายไป โดยที่เซลล์ยังมีชีวิตอยู่
           หน้าที่ของซีฟทิว เมมเบอร์ เป็นหลอดหรือท่อสำหรับลำเลียงอาหารโดยตรง ดังนั้นจึงนับว่าเป็นเซลล์ที่สำคัญที่สุด

เนื้อเยื่อสัตว์
           เนื้อเยื่อในร่างกายของสัตว์ชั้นสูง แบ่งออกได้เป็น 5 ประเภท คือ
           1.เนื้อเยื่อบุผิว (EPITHELIAL TISSUE)
           2.เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (CONNECTIVE TISSUE)
           3.เลือด (BLOOD)
           4.กล้ามเนื้อ (MUSCULAR TISSUE)
           5.เนื้อเยื่อประสาท ( NERVOUS TISSUE )

          1. เนื้อเยื่อบุผิว เป็นกลุ่มเซลล์ที่ทำหน้าที่ปกคลุมป้องกันผิวร่างกายหรือบุอวัยวะที่มีลักษณะเป็นท่อ มีหน้าที่เกี่ยวกับการดูดซับ สร้างซีครีชัน (SECRETION) และรับความรู้สึก
           ลักษณะเฉพาะของเนื้อเยื่อบุผิว คือเซลล์ส่วนใหญ่จะเป็นเซลล์ชนิดเดียวกัน ตั้งบนเยื่อรองรับฐาน ซึ่งมีส่วนประกอบเป็นโปรตีน ด้านบนของเนื้อเยื่อบุผิวเป็นอิสระไม่ติดต่อกับเซลล์อื่น ในบางแห่งของร่างกายบนเซลล์เยื่อบุผิวปกคลุมด้วยสารเคอราติน (KERATIN) เพื่อเพิ่มความแข็งแรงในการป้องกันร่างกายส่วนนั้น

          2. เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เป็นเนื้อเยื่อที่พบแทรกอยู่ระหว่างเนื้อเยื่อชนิดอื่นๆ ทำหน้าที่ พยุงและยึดเหนี่ยวให้คงรูปอยู่รวมกันได้ ลักษณะเฉพาะของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน คือ ประกอบด้วยเซลล์หลายชนิดและแต่ละชนิดทำหน้าที่แตกต่างกันออกไป มีส่วนประกอบที่สำคัญอีกกลุ่มหนึ่งเพิ่มขึ้น คือ เส้นใยซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิด คือ
           2.1 เส้นใยคอลลาเจน (COLLAGEN FIBER) มีลักษณะเป็นเส้นเลือดเหนียวแข็งแรงอยู่รวมกันเป็นมัดใหญ่
           2.2 เส้นใยอิลาสติก (ELASTIC FIBER) เป็นเส้นใยที่มีความเส้นใยที่มีความยืดหยุ่นมากแตกเป็นแขนงย่อยลงไปเชื่อมกับแขนงของเส้นอื่น
           2.3 เส้นใยร่างแห (RETICULAR FIBER) มีลักษณะคล้ายเส้นใยคอลลาเจนแต่เป็นเส้นบางกว่ากระจายอยู่ทั่วไป เส้นใยต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้เนื้อเยื่อเกี่ยวพันสามารถรวมกันอยู่เป็นแผ่นได้

          3. เลือด หน้าที่สำคัญเกี่ยวข้องกับการลำเลียงสารต่าง ๆ เช่น แก๊ส สารอาหาร และของเสีย
           เนื้อเยื่อชนิดนี้มีส่วนประกอบที่สำคัญ 2 ส่วน คือ
           3.1 ส่วนที่เป็นเซลล์และชิ้นส่วนของเซลล์ซึ่งประกอบด้วยเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวชนิดต่าง ๆ และแผ่นเลือด
           เม็ดเลือดแดง มีลักษณะกลมแบนถูกสร้างขึ้นที่ไขกระดูก มันจะมีอายุอยู่ได้ประมาณ 120 วันก็จะตาย เม็ดเลือดมีหน้าที่ขนส่งออกซิเจนและคาร์โบไฮเดรต เม็ดเลือดแดงพาออกซิเจนไปได้อาศัยสารที่เรียกว่า ฮีโมโกลบิน (HAEMOGLOBIN) เป็นตัวจับออกซิเจน เมื่อออกซิเจนถูกปล่อยสารออกจากฮีโมโกลบินแล้วซึมผ่านผนังเส้นเลือดฝอย ไปเลี้ยงเนื้อเยื่อต่าง ๆ
           เม็ดเลือดขาว มีขนาดใหญ่กว่าเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว มีอายุประมาณ 5 –10 วัน ถูกสร้างขึ้นที่ไขกระดูกเช่นกัน เม็ดเลือดขาวมีหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย
           เกล็ดเลือด (แผ่นเลือด) มีลักษณะเป็นเกล็ดเล็ก ๆ ทำหน้าที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด
           3.2 น้ำเลือด ประกอบด้วย น้ำ อาหารที่ย่อยแล้ว แร่ธาตุ วิตามิน ฮอร์โมน และของเสียที่จะส่งไปขับถ่าย

          4. กล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ ทำหน้าที่ยึดอยู่ระหว่างโครงกระดูกและ ช่วยในการเคลื่อนไหว เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อแบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ กล้ามเนื้อลาย กล้ามเนื้อเรียบ และกล้ามเนื้อหัวใจ

          5. เนื้อเยื่อประสาท เป็นเนื้อเยื่อที่ควบคุมการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย รับและถ่ายทอดความรู้สึก ติดต่อประสานงานระหว่างอวัยวะต่าง ๆ และระหว่างร่างกายกับสิ่งแวดล้อม
           เซลล์ประสาท (NERVE CELL) เป็นเซลล์ที่มีรูปร่างคล้ายกับกิ่งไม้ มีส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ
           5.1 ตัวเซลล์ (CELL BODY) อาจมีรูปร่างกลม รี หรือเป็นเหลี่ยมก็ได้ มักจะมีนิวเคลียส 1 อัน อยู่ตรงกลาง
           5.2 แอกซอน (AXON) เป็นส่วนของตัวเซลล์ที่ยื่นออกไป เป็นเส้นยาวเส้นเดียวไม่มีแขนงนอกจากตรงส่วนปลาย ส่วนนี้เป็นส่วนที่นำความรู้สึกออกจากเซลล์
           5.3 เดนไดรท์ (DENDRITE) เป็นส่วนของตัวเซลล์ ที่ยื่นออกไปทางด้านตรงข้ามกับแอคซอน มักจะเป็นเส้นสั้น ๆ มีแขนงมากมาย ส่วนนี้เป็นส่วนที่นำความรู้สึก

แบบทดสอบความรู้ ตอนที่ 1

1. เนื้อเยื่อพืชแบ่งออกได้กี่ชนิด อะไรบ้าง .......
2. เนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่ช่วยให้ส่วนต่าง ๆ ของพืชยืดยาวหรือสูงขึ้น คือ ..... เนื้อเยื่อ......
3. หน้าที่ของคอร์เท็กซ์ คือ ........
4. หน้าที่ของคอร์ก แคมเบียม คือ .......
5. เนื้อเยื่อถาวรเชิงซ้อนประกอบขึ้นด้วยกลุ่มเซลล์ กี่กลุ่มอะไรบ้าง .....
6. เนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่ป้องกันและปกคลุมส่วนต่าง ๆ ของพืชได้แก่อะไรบ้าง .......
7. เนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำเกลือแร่ และอาหารไปยังส่วนต่าง ๆ ของ พืช คือ ......
8. เนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่สร้างสารต่าง ๆ เช่นน้ำยาง เป็นต้น คือ ......
9. จงบอกหน้าที่ของอิพิเดอร์มีส มา 3 ข้อ ........
10 .จงบอกหน้าที่ของพาเรนไคม่า มา 3 ข้อ .......
11 .จงบอกหน้าที่ของคอลเลนไคม่า มา 2ข้อ .......
12. จงบอกหน้าที่ของไฟเบอร์ มา 2 ข้อ ......
13. หน้าที่ของสโตน เซลล์ คือ ........
14. หน้าที่ของคอร์ค คือ .......
15. หน้าที่ของเทรคีต คือ .......
16. หน้าที่ของซีฟทิว เมมเบอร์ คือ ......
17. หน้าที่ของโฟลเอ็มไฟเบอร์ คือ ........
18. จงบอกหน้าที่ของเนื้อเยื่อบุผิว .......
19 .จงบอกหน้าที่ของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ......
20. เนื้อเยื่อเกี่ยวพันประกอบด้วยเส้นใย กี่ชนิด ...... อะไรบ้าง......
21. หน้าที่ของเม็ดเลือดแดง คือ ......
22. เม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวถูกสร้างขึ้นที่ไหน .........
23. เม็ดเลือดแดงมีอายุได้.....วัน เม็ดเลือดขาวมีอายุได้ ......วัน
24. เกล็ดเลือด (แผ่นเลือด) มีหน้าที่ ......
25. น้ำเลือด มีส่วนประกอบอะไรบ้าง ......
26. เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อแบ่งออกเป็นกี่ชนิด คือ .....อะไรบ้าง ......
27. หน้าที่ของเนื้อเยื่อประสาท คือ ......
28. เม็ดเลือดขาว มีหน้าที่ ......
29. แอกซอน มีหน้าที่ คือ ......
30. เดนไดรท์ มีหน้าที่ คือ ....

เรียบเรียง ศรายุทธ วุฒิเสน



HOME      ABOUT US      NEWS      PARTNERS      TEAMBIO      CONTACT US
Copyright 2006 Biogang Inc.biogang@gmail.com. All rights reserved. สถิติเว็บไซต์